ข้อมูลด้านการค้าและการลงทุน

นโยบายส่งเสริมการลงทุน /กฎระเบียบด้านธุรกิจ/การจัดตั้งธุรกิจ

นับตั้งแต่เมียนมาร์ได้ริเริ่มการปฏิรูประเทศ ในปี 2553 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ ในด้านการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ซึ่งถือเป็นการปูทางให้เมียนมาร์ สามารถรวมตัวเข้ากับเศรษฐกิจโลก ได้อีกครั้งนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ทั้งยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกของเมียนมาร์ในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่การเปิดประเทศเมียนมาร์ต่อประชาคมโลก มีการทบทวนปรับปรุงกฎหมายการลงทุนฉบับเดิมให้มีความทันสมัย และสอดรับกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานภายใต้กรอบการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคม (Framework for Economic and Social Reform : FESR) ซึ่งเป็นแผนงานในช่วง 3 ปี (ปี 2556-2558)

อาทิ เมียนมาร์ได้ออกกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ (Foreign Investment Law : FIL) มาใช้แทนกฎหมายฉบับเดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในเมียนมาร์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างการจ้างงานภายในประเทศ อันนำไปสู่การลดความยากจนและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนของต่างชาติ คือ คณะกรรมาธิการการลงทุนแห่งเมียนมาร์ (Myanmar Investment Commission : MIC) ทั้งนี้ กฎหมาย/กฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญพอระบุได้โดยสังเขป ดังนี้




กฎมายการลงทุนของเมียนมา (Myanmar Investment Law - MIL)

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๐ (ค.ศ. ๒๐๑๗)

MIL เป็นการนำเนื้อหาของกฎหมายการลงทุนโดยชาวต่างชาติ และกฎหมายการลงทุนโดยชาวเมียนมามารวมเป็นฉบับเดียวกัน เนื่องจากได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรม ของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ จากนักลงทุนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ อีกทั้ง Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ก็มีข้อเสนอแนะให้เมียนมาปรับกฎหมายการลงทุนเป็นฉบับเดียว โดยในการยกร่างกฎหมายลงทุนฉบับใหม่ หน่วยงานเมียนมาได้ศึกษาแนวปฏิบัติ ที่ดีจากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ด้วย สรุปสาระสำคัญของ MIL ดังนี้

(๑) การจัดเตรียมเอกสารน้อยลง แต่เดิมนักลงทุนจำเป็นต้องเตรียมเอกสารหลายฉบับ

เพื่อมอบให้คณะกรรมการลงทุนของเมียนมา (Myanmar Investment Commission – MIC) ประกอบการพิจารณาข้อเสนอโครงการ โดย MIC จะประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทยเรื่องการใช้ที่ดิน และกระทรวงเกษตร เรื่องการลงทุนด้านเกษตร เพื่อร่วมพิจารณาข้อเสนอ ทำให้กระบวนการพิจารณาข้อเสนอโครงการลงทุนใช้เวลานาน

(๒) บัดนี้ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (permit) จาก MIC เฉพาะการลงทุนใน ๕ สาขา เท่านั้น ได้แก่

(๒.๑) โครงการลงทุนที่เป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเมียนมา ได้แก่

  • โครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกิน ๒๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสาขาสารสนเทศ การสื่อสาร การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ โลจิสติกส์ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมือง และทรัพยากรธรรมชาติ
  • โครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกิน ๒๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของเมียนมา
  • โครงการลงทุนในพื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง
  • โครงการลงทุนที่ข้ามเขตแดนระหว่างรัฐ หรือภูมิภาคของเมียนมา
  • โครงการลงทุนที่ใช้ที่ดินเกิน ๑,๐๐๐ เอเคอร์

(๒.๒) โครงการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เกิน ๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

(๒.๓) โครงการลงทุนที่ส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชมท้องถิ่น

  • โครงการที่จำเป็นต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • โครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และพื่นที่ที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพสูง หรือพื้นที่ที่จะส่งผลกระทบต่อสังคม

(๒.๔) โครงการลงทุนบนที่ดินของรัฐบาลเมียนมา หรืออาคารของรัฐบาลเมียนมา

(๒.๕) โครงการลงทุนที่รัฐบาลเมียนมากำหนดว่าต้องส่งข้อเสนอโครงการให้ MIC พิจารณา

(๓) กำหนดให้รัฐบาลระดับรัฐ และระดับภูมิภาค
สามารถให้ความเห็นขอบข้อเสนอโครงการลงทุนทีมีมูลค่าต่ำกว่า ๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

(๔) ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
โดยนักลงทุนที่ลงทุนในพื้นที่ที่มีระดับพัฒนาต่างกัน จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร (tax incentive) แตกต่างกันไป หากลงทุน ในพื้นที่ด้อยพัฒนา พัฒนาปานกลาง และพัฒนาแล้ว จะได้รับการยกเว้นภาษีเป็นจำนวน ๗, ๕ และ ๓ ปีตามลำดับ

(๕) การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (permit) จาก MIC
มีกำหนดแน่นอน โดยเมื่อยืนข้อเสนอโครงการลงทุนแก่ MIC แล้ว MIC จะตรวจสอบเอกสารทั้งหมดภายใน ๑๐ วัน ให้ความเห็นชอบโครงการภายใน ๖๐ วัน และออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (issuance of permit) ภายใน ๑๐ วัน รวม ๘๐ วัน

(๖) การขอรับความเห็นชอบ (endorsement) จาก MIC
สำหรับข้อเสนอโครงการมูลค่าเกิน ๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเห็นชอบจากรัฐบาลระดับท้องถิ่น กรณีข้อเสนอโครงการมูลค่าต่ำกว่า ๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อยื่นข้อเสนอโครงการลงทุนแล้ว หน่วยงานเมียนมา จะให้ความเห็นชอบภายใน ๓๐ วัน และออกใบรับรองการให้ความเห็นชอบ (issuance of endorsement) ภายใน ๑๐ วัน รวม ๔๐ วัน

(๗) การขอรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี (tax incentive)
เมื่อยื่นใบขอรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว หน่วยงานเมียนมาจะพิจารณาภายใน ๓๐ วัน และให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (issuance of tax incentive) ภายใน ๑๐ วัน

(๘) การรับรองสิทธิในการใช้ที่ดิน
เมื่อยื่นใบสมัครสิทธิในการใช้ที่ดิน หน่วยงานเมียนมาจะให้ความเห็นชอบภายใน ๓๐ วัน และออกใบอนุญาตสิทธิด้านที่ดิน (issuance of the land rights authorization) ภายใน ๑๐ วัน รวม ๔๐ วัน

(๙) สาขาที่รัฐบาลต้องการการลงทุน
ได้แก่ การเกษตร ป่าไม้ ปศุสัตว์ การประมง การผลิต การสร้างเขตอุตสาหกรรม การสร้างเมืองใหม่ (new urban areas) การพัฒนาเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบการขนส่งและบริการด้านการขนส่ง พลังงาน โทรคมนาคม การศึกษา บริการด้านสาธารณสุข บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โรงแรมและการท่องเที่ยว และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์

(๑๐) MIL แตกต่างจากกฎหมายลงทุนฉบับก่อน
เนื่องจากมีกลไกให้นักลงทุนสามารถร้องเรียนได้ (investor grievance mechanism) ภายใต้ MIC

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556 Myanmar Investment Commission ได้ออกคำสั่ง 2 ฉบับ กำหนดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนี้

1. คำสั่งหมายเลข 1/2013
กำหนดรายละเอียดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสาขาต่างๆ ที่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติดำเนินการในเมียนมาร์ หรือให้ดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด สรุปได้ดังนี้

สาขาที่ห้ามต่างชาติดำเนินการ 21 สาขา
ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ กิจกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัยของประชาชน รวมถึงสาขาที่เป็นผลประโยชน์หลักของชาติ เช่น การสำรวจทดสอบและผลิตอัญมณี การทำเหมืองแร่ในเขตพื้นที่ทางเดินเรือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคการผลิตโลหะ การแจกจ่ายและขายกระแสไฟฟ้า และสื่อสิ่งพิมพ์ในภาษาเมียนมาร์ เป็นต้น

สาขาที่ต่างชาติต้องดำเนินกิจการร่วมกับบริษัทชาวเมียนมาร์
ในรูปแบบ joint venture รวม 42 สาขา อาทิ การผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผสม อาหารที่มีส่วนประกอบของธัญพืช อาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม น้ำแข็ง น้ำดื่ม พลาสติก รองเท้า กระเป๋าที่ทำจากหนังแท้ กระดาษผลิตภัณฑ์เคมีจากธรรมชาติ สารไวไฟ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (สะพาน ถนน สะพานลอย ทางใต้ดิน) สนามกอล์ฟ / รีสอร์ทมาตรฐานสากล อสังหาริมทรัพย์ การบริการขนส่งทางอากาศทั้งในและต่างประเทศ และการท่องเที่ยว เป็นต้น

สาขาที่อนุญาตให้ต่างชาติดำเนินกิจการภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อาทิ

  1. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าว
  2. กำหนดให้ต้องร่วมทุนกับรัฐบาลเท่านั้น อาทิ บริการเดินเรือทะเลของต่างชาติ การขนส่งทางเรือในประเทศ เหมืองถ่านหิน การก่อสร้างอาคารและบริการที่เกี่ยวข้อง กิจการที่เกี่ยวกับแร่หายาก แร่ยุทธศาสตร์ และอัญมณี
  3. กำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของสากล เช่น มาตรฐาน ASEAN MRA (การออกแบบก่อสร้างอาคาร โรงงาน การผลิตวัสดุก่อสร้างแบบ pre-fabrication) มาตรฐาน GAHP GMP HACCP ในกิจการด้านปศุสัตว์ ยา
  4. กำหนดให้ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (PES EIA SIA) ในกิจการเหมืองแร่ การสำรวจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การก่อสร้างขนาดใหญ่ การผลิตรถยนต์/ต่อเรือ เคมี กระดาษ ซีเมนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟฟ้า ฯลฯ
  5. กำหนดให้ทำในรูป Build Operate Transfer (BOT) เท่านั้น อาทิ การก่อสร้างอาคารพาณิชย์/สำนักงานให้เช่าขนาดใหญ่ที่ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด และการผลิตและขายพลังงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานน้ำและถ่านหิน
  6. กำหนดสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศที่ต้องใช้ เช่น การผลิตน้ำมันจากพืชและสัตว์ เครื่องดื่ม บุหรี่ น้ำหอม เครื่องสำอางค์
  7. กำหนดสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติและชาวเมียนมาร์ อาทิ กิจการป่าไม้ ให้ต่างชาติถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 25-45 การผลิตวารสาร/นิตยสารเฉพาะทางที่เป็นภาษาต่างประเทศ ชาวเมียนมาร์ต้องถือหุ้นร้อยละ 51และ 2 ใน 3 ของพนักงานต้องเป็นชาวเมียนมาร์ กิจการสปา ต่างชาติสามารถถือครองกิจการได้ร้อยละ 100 เฉพาะในการดำเนินกิจการโรงแรมระดับ 3 ดาวขึ้นไป และกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ ชาวเมียนมาร์ต้องถือหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40
  8. กำหนดระยะเวลาอนุญาตการประกอบการ เช่น การทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่อนุญาต 15 ปี ต่ออายุได้ 4 ครั้งๆ ละ 5ปี การเลี้ยงหอยมุกอนุญาต 15 ปี ต่ออายุได้ 2 ครั้งๆ ละ 5 ปี
  9. กำหนดช่วงเวลาให้เริ่มดำเนินการ เช่น กิจการค้าปลีกขนาดใหญ่จะเริ่มดำเนินการได้ภายหลังปี 2558 เท่านั้น (นอกเหนือจากเงื่อนไขการร่วมทุนกับชาวเมียนมาร์)

2. คำสั่งหมายเลข 11/2013
เรียกว่า Foreign Investment Rules กำหนดรายละเอียดขั้นตอนในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment Law) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

กำหนดให้คณะกรรมการ Myanmar Investment Commission (MIC) มีหน้าที่กำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ FIL ตามประเภทของกิจการโดยระบุว่ากิจการใดเป็นประเภทต้องห้ามสำหรับชาวต่างชาติ (prohibited) ประเภทจำกัด (restricted) ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือต้องดำเนินการในลักษณะร่วมทุน (JV) รวมทั้งมีอำนาจในการปรับปรุงแก้ไขกิจกรรมทางเศรษฐกิจและแจ้งประกาศให้ทราบเป็นระยะๆ นอกจากนี้ยังมีอำนาจในการกำหนดเขตพื้นที่การผลิต และพิจารณาข้อเสนอโครงการในกิจการต้องห้ามหรือจำกัดสำหรับชาวต่างชาติ และอนุมัติการออกใบอนุญาตประกอบการอีกด้วย

กำหนดรูปแบบการลงทุน 3 รูปแบบ ได้แก่

  1. ต่างชาติลงทุนร้อยละ 100
  2. จัดตั้ง joint venture กับเอกชนเมียนมาร์
  3. การร่วมลงทุนในรูปแบบ Build, Operate, Transfer (BOT) กำหนดรูปแบบการจัดตั้งคณะกรรมการ MIC ระยะเวลาดำรงตำแหน่งของกรรมการคนละ 3 ปี และประชุมเดือนละ 2 ครั้ง

กำหนดขั้นตอนการพิจารณาโครงการ ตั้งแต่การเสนอโครงการเอกสารประกอบ ช่องการเสนอ (ผ่านกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือ MIC โดยตรง) โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. ประชุม Proposal Review Group ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ ประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตรวจสอบข้อเสนอโครงการเบื้องต้น โดยผู้เสนอโครงการเข้าร่วมในการพิจารณาด้วย หากเห็นชอบก็นำเสนอต่อ MIC พิจารณาต่อไป
  2. MIC ขอความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยกำหนดระยะเวลาตอบรับที่แน่นอน แล้วเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการฯ ในโอกาสแรก หากได้รับอนุญาตจะออกใบอนุญาตภายใน 90 วัน
  3. ผู้ได้รับอนุญาตจะต้องไปดำเนินโครงการก่อสร้างและเริ่มการผลิตตามระยะเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ คำสั่งฉบับนี้ยังกำหนดรายละเอียดเงื่อนไขในการกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง การขยายเวลา การให้เช่าช่วง/จำนองที่ดิน/อาคารที่ได้รับอนุมัติการลงทุน การขายหุ้นแก่ชาวต่างชาติหรือชาวเมียนมาร์ การทำประกันภัย การจ้างพนักงาน การขอรับการยกเว้นต่างๆ อาทิ ภาษี การนำเงินทุนเข้า-ออกประเทศ การโอนเงินตราต่างประเทศ บทลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบ และการแก้ไขข้อพิพาทอีกด้วย


3. กฎระเบียบ/นโยบายด้านธนาคาร
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 เมียนมาร์ได้ออกกฎหมายธนาคารกลาง มีสาระสำคัญ คือ ให้ธนาคารกลางเมียนมาร์เป็นองค์กรอิสระ (เดิมอยู่ภายใต้ ก. การคลังเมียนมาร์) โดย ปธน. เมียนมาร์จะเป็นผู้เสนอชื่อ ผู้ว่าการ และสมาชิก Board of Directors ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ รวมทั้งมีการกำหนดอำนาจหน้าที่และวาระการดำรงตำแหน่ง สาระสำคัญอื่นๆ อาทิ

  1. ให้มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการเงิน รักษาเสถียรภาพระบบการเงิน ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ บริหารจัดการตลาดเงิน อัตราแลกเปลี่ยน เงินสำรองระหว่างประเทศ ระบบการชำระเงินและบัญชี และการพิมพ์ธนบัตร
  2. รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นเพียงผู้เดียว โดยมีเงินทุน 300,000 ล้านจั๊ต ซึ่งรัฐบาลจะให้เงินทุนตั้งต้น 100,000 ล้านจั๊ต หากประสงค์จะเพิ่มเงินทุนต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล
  3. กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย รายได้และกำไร/ขาดทุนประจำปี
  4. ให้ตั้งบัญชีกองทุนสำรองระหว่างประเทศและทองคำ ในกรณีที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศและทองคำไม่เพียงพอ ธนาคารกลางเมียนมาร์จะต้องดำเนินมาตรการแก้ไขและรายงานให้แก่รัฐบาลทราบอย่างน้อยทุก 3 เดือน จนกว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  5. ให้ธนาคารกลางมีหน้าที่ให้คำแนะนำต่อรัฐบาลในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน

4. การอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติดำเนินธุรกรรมในเมียนมาร์
กระบวนการพิจารณาคัดเลือกธนาคารต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกรรมในเมียนมาร์ได้เริ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2557 โดยธนาคารกลางเมียนมาร์ได้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับธนาคารต่างชาติในเมียนมาร์โดยตรงในลักษณะ confidential เพื่อเชิญชวนให้ยื่นเอกสารแสดงความสนใจ (Expression of Interest – EOI) และข้อมูลพื้นฐานด้านการเงินเพื่อรับการพิจารณาคัดเลือกให้ประกอบธุรกรรมในเมียนมาร์ ทั้งนี้ ธนาคารต่างๆ ได้รับเชิญได้ยื่น EOI ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 (ทราบข้อมูลล่าสุดว่า มีธนาคารที่ไม่ได้มีสำนักงานผู้แทนในเมียนมาร์ 7 แห่งได้รับเชิญด้วย รวมทั้งหมดเป็น 42 แห่ง) ซึ่งรวมถึงธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 4 แห่ง ธนาคารที่ยื่น EOI และผ่านการพิจารณาความเข้มแข็งทางการเงินเบื้องต้น จะได้รับคำขอข้อเสนอ (Request for Proposal – RFP) จากธนาคารกลางเมียนมาร์ และต้องยื่นข้อเสนอให้ธนาคารกลางฯ ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน กรกฎาคม 2557 ซึ่งธนาคารกลาง/ รบ. เมียนมาร์ จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยความพร้อม/ศักยภาพของธนาคารที่สามารถเข้ามาดำเนินธุรกรรมเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนโครงการด้านเศรษฐกิจต่างๆ ของเมียนมาร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ธนาคารกลางเมียนมาร์ ได้ออกประกาศระบุว่า มีธนาคารต่างชาติ 9 แห่ง (จาก 6 ประเทศ) ที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินธุรกรรมในเมียนมาร์ ได้แก่

  1. ธ.กรุงเทพ (ไทย)
  2. ANZ (ออสเตรเลีย)
  3. ICBC (จีน)
  4. Mizuho bank (ญี่ปุ่น)
  5. Bank of Tokyo – Mitsubishi UFJ (ญี่ปุ่น)
  6. Sumitomo Mitsui Banking Cooperation (ญี่ปุ่น)
  7. Maybank (มาเลเซีย)
  8. OCBC (สิงคโปร์)
  9. UOB (สิงคโปร์)

5. การออกกฎหมาย Securities Exchange Law
เดิมเมียนมาร์มีแผนที่จะจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ในปี 2558 แต่ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของกลไกในการระดมทุนให้กับภาคเอกชนเมียนมาร์ รัฐบาลจึงวางเป้าหมายที่จะจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ให้เร็วที่สุด (หากเป็นไปได้ภายในปี 2557) โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2556 ได้ออกกฎหมาย Securities Exchange Bill และรัฐบาลได้เดินหน้าเพื่อจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ทันที โดยได้รับความช่วยเหลือทางจาก Tokyo Stock Exchange, Daiwa Reseach Institueและภาคเอกชนญี่ปุ่น อาทิ โตชิบา ในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมของตลาดหลักทรัพย์ เช่น modular data system เป็นต้น


6. กฎหมายด้านแรงงาน
เมียนมาร์ได้ร่วมมือกับประเทศต่างๆ และ ILO ในการปฏิรูปกฎระเบียบด้านแรงงานให้เป็นสากล โดยเมื่อปี 2555 ได้ออกกฎหมาย Labour Organiztion Law มีผลบังคับใช้เมื่อ มีนาคม 2555 และ the Settlement of Labour Disputes Law ในปี 2556 นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการออกกฎหมายด้านแรงงานอื่นๆ อีก อาทิ

6.1 กฎหมายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ (Minimum Wage Law)
มีผลบังคับใช้เมื่อ 4 กรกฏาคม 2556 แต่ยังมิได้มีการออกกฎหมายอนุวัติการ สรุปสาระดังนี้

  1. สำนัก ปธน. เป็นผู้จัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ ผู้ประกอบการ และลูกจ้าง เพื่อหารือกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่เหมาะสมในแต่ละสาขาธุรกิจ (รวมถึงที่ดำเนินกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ) โดยคำนึงถึงปัจจัยที่จำเป็นต่างๆ อาทิ ค่าครองชีพ มาตรฐานคุณภาพชีวิต ฯลฯ
  2. ผู้ประกอบการจะต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบและจ่ายค่าจ้างในอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่คณะกรรมการฯ กำหนด โดยค่าจ้างแรงงานดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมถึงค่าเดินทาง บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยกรณีที่ถูกปลดออกจากงาน
  3. หากผู้ประกอบการมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายจะมีโทษปรับสูงสุด 300,000 จั๊ต และโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน

6.2 กฎหมายประกันสังคม (2556)
เมียนมาร์ได้ยกร่างกฎหมายนี้โดยใช้กฎหมายของประเทศต่างๆ รวมถึงไทยเป็นแม่แบบ แต่ยังมิได้ออกกฎหมายอนุวัติการ ทั้งนี้ ILO ประจำเมียนมาร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นๆ นอกเหนือจาก ก. แรงงาน การจ้างงานและสวัสดิการสังคมเมียนมาร์ อาทิ ก. คลังเมียนมาร์ โดยเฉพาะประเด็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายด้านการประกันสังคม อีกทั้งระบบโครงสร้างทางสังคมของเมียนมาร์ที่ยังต่างจากไทย ดังนั้น จำเป็นต้องมีการหารือกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาการอนุวัติกฎหมายฉบับนี้ให้มีผลใช้ดำเนินการได้จริงต่อไป

6.3 กฎหมาย Employment and Skills Development Bill
ได้รับความร่วมมือจาก ILO ในการร่างกฎหมาย มีผลบังคับใช้วันที่ 30 พฤษจิกายน 2556 โดยกำหนดว่า นายจ้างที่มีลูกจ้างต้องทำสัญญาจ้างงานเป็นหนังสือภายใน 30 วัน นอกจากกรณีจ้างงานถาวรของหน่วยงานหรือองค์กรรัฐบาล หรือกรณีฝึกงานก่อนรับเข้างาน กรณีทดลองงาน หรือการจ้างงานก่อนที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการส่งสำเนาสัญญาจ้างงานให้แก่หน่วยราชการ และกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ฝึกหัดพัฒนาแรงงานอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน


7. กฎมายคุ้มครองผู้บริโภค (consumer protection law)
รัฐสภาเมียนมาร์ได้ผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และ ปธน. เมียนมาร์ได้ลงนามกฎหมายฉบับดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2557 ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมายฯ ได้แก่ การกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการผลิต/จำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพครบถ้วน ไม่โฆษณาเกินจริง หลอกหลวง เป็นเท็จ เพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง/ทางเลือกสำหรับผู้บริโภค และเป็นการปกป้องดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยและเป็นธรรม นอกจากนี้ กฎหมายฯ ระบุให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการกลางเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบด้วย รมว. ก. พาณิชย์ดำรงตำแหน่งประธาน และกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ และ NGOs โดยคณะกรรมาธิการฯ มีหน้าที่หลักในการสอดส่องดูแลเพื่อป้องการกระทำผิด ตรวจสอบข้อกล่าวหา และระงับข้อพิพาท ทั้งนี้ กฎหมายฯ ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 ล้านจั๊ต (150,000 บาท โดยประมาณ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิต/จำหน่ายสินค้าที่มีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนเพื่อแสวงหากำไร และก่อให้เกิดความเสียหายและอันตรายต่อบุคคลและส่วนรวม


8. กฎหมายด้านภาษี (Tax law)
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 รัฐสภาได้ผ่านร่างกฎหมายด้านภาษีฉบับใหม่ วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายฯ คือ การปรับอัตราภาษีบางประเภทให้ทันสมัย ชัดเจน และมีความเหมาะสม ส่งผลให้มีการปรับอัตราภาษี ที่สำคัญ อาทิ ภาษีการค้า (commercial tax) สำหรับ

  1. อัญมณี ปรับลดจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 15
  2. ผลิตภัณฑ์ไม้เนื้อแข็งแปรรูป ปรับลดจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 25 และ
  3. การซื้ออสังหาริมทรัพย์ครั้งแรก (first-time buyer) ปรับเป็นร้อยละ 3-5, 10, 20 และ 30 สำหรับอสังหาริมทรัพย์ราคาไม่เกิน 50, 150, 200 และ 300 ล้านจั๊ตตามลำดับ จากอัตราในปัจจุบันที่กำหนดให้ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จ่ายภาษีในอัตราคงที่ร้อยละ 37 ขณะที่ผู้ขายต้องจ่ายภาษีในอัตราร้อยละ 30 เท่าเดิม นอกจากนี้ กฎหมายด้านภาษีฉบับใหม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและอัตราภาษีเงินได้ (income tax) ให้ทันสมัยขึ้นเช่นกัน


9. กฎหมายการจัดตั้งบริษัท (Myanmar Companies Act )
ค.ศ. 1914 ในปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งบริษัทในเมียนมาร์ ได้แก่ Myanmar Companies Act (ค.ศ. 1914) Myanmar Companies Rules (ค.ศ. 1914) และ Myanmar Companies Regulations (ค.ศ. 1957) ซึ่งระบุเกี่ยวกับรูปแบบบริษัทจดทะเบียนในเมียนมาร์ ทั้งนี้ ล่าสุดเมียนมาร์อยู่ระหว่างการปรับปรุง Myanmar Companies Act ให้มีความสอดคล้องกับกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ ฉบับปี 2555


10. กฎหมายด้านธุรกรรมทางการเงิน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศของเมียนมาร์ ได้แก่ Foreign Exchange Management Law (ค.ศ. 2012) ซึ่งระบุเกี่ยวกับการโอนรายได้ ดอกเบี้ยอันเกิดจากการกู้ยืมเพื่อมาลงทุนในเมียนมาร์ และการทำธุรกรรมระหว่างประเทศไว้ด้วย ทั้งนี้ ในประเด็นการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติควรศึกษากฎหมายฉบับนี้ควบคู่กับกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ 2555


11. กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone Law)
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 เมียนมาร์ได้ออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ และกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบและกำกับดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจกรรมที่ได้รับอนุญาตให้ลงทุน สิทธิพิเศษของนักลงทุน การใช้ที่ดิน ประเด็นด้านธุรกรรมด้านการเงินและด้านแรงงาน

ต่อมาเมื่อ มกราคม 2557 เมียนมาร์ได้ปรับปรุงและร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษฉบับใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายเขตเศรษฐกิจฉบับเดียวที่ครอบคลุมการกำกับดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่งในเมียนมาร์ ได้แก่ Kyaukphyu Thilawa และ Dawei
รายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายฯ ฉบับใหม่สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากที่นี่


12. การขออนุญาตการลงทุน
นักลงทุนสามารถยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตดำเนินธุรกิจและการลงทุนในเมียนมาร์ที่ Myanmar Investment Commission (MIC) และ Directorate of Investment and Company Administration (DICA) โดยจะต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มต่างๆ ซึ่งสามารถสืบค้นตัวอย่างเอกสารได้ที่ http://www.dica.gov.mm ข้อมูลต่างๆ ที่ต้องจัดเตรียมเพื่อยื่นขอใบอนุญาตการดำเนินกิจการ อาทิ ชื่อที่อยู่ของบริษัท รูปแบบธุรกิจ หุ้นส่วนเมียนมาร์ (กรณี joint venture) สัญญาการเป็นหุ้นส่วน (กรณี joint venture) รายละเอียดการประชุมประจำปี บัญชีธนาคาร หนังสือแจ้งการแบ่งสรรหุ้น ทั้งนี้ หากเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการลงทุนที่ดำเนินร่วมกับกิจการของรัฐ (State Owned Enterprise) นักลงทุนจะต้องยื่นเรื่องขอใบอนุญาตประกอบการผ่านกระทรวงที่เกี่ยวข้องของเมียนมาร์ด้วย นอกจากนี้ ในบางสาขาการประกอบการ นักลงทุนอาจจะต้องจัดทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อประกอบการพิจาณาด้วย

สำหรับขั้นตอนการพิจารณาการขอใบอนุญาตประกอบการ ตั้งแต่การเสนอโครงการลงทุน การเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการยื่นเรื่องขออนุญาต หน่วยราชการเมียนมาร์มีขั้นตอนการพิจารณาดังนี้

  1. การประชุม Proposal Review Group ประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ จะประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจสอบข้อเสนอโครงการเบื้องต้น โดยผู้เสนอโครงการลงทุนจะต้องเข้าร่วม ในการพิจารณาด้วย หากที่ประชุมเห็นชอบ ก็จะนำเสนอต่อ MIC เพื่อพิจารณาต่อไป
  2. MIC ขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะกำหนดระยะเวลาพิจารณาให้ข้อคิดเห็นที่แน่นอน แล้วเสนอเข้าที่ประชุมของ MIC หากได้รับอนุญาต จะออกใบอนุญาตให้ดำเนินการภายใน 90 วัน
  3. ผู้ได้รับอนุญาตจะต้องดำเนินโครงการและเริ่มการผลิตตามระยะเวลาที่กำหนด

นักลงทุนสามารถเลือกที่จะจดทะเบียนบริษัทภายใต้

  1. กฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ
  2. กฎหมายการจัดตั้งบริษัทเมียนมาร์ ในกรณีแรกนักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายดังกล่าวระบุ ส่วนกรณีที่สองมิได้ระบุสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติไว้ นอกจากนี้ กฎหมายสองฉบับได้ระบุเงินลงทุนขั้นต่ำไว้แตกต่างกัน อาทิ กฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศระบุเงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับสาขาการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และสาขาบริการไว้ที่ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐและ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ส่วนกฎหมายการจัดตั้งบริษัทเมียนมาร์ได้ระบุเงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับสาขาการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและสาขาบริการไว้ที่ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวกับการค้าปลีกค้าส่งทางเมียนมาร์ยังไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ ไม่สามารถเปิดบริษัทเองได้ หรือแม้กระทั่งเข้าไปลักษณะร่วมทุนเพียง 1 หุ้นก็ไม่สามารถทำได้ ผู้ประกอบการบางรายใช้วิธีการให้ใบอนุญาต (License) กับผู้ประกอบการท้องถิ่นในการเปิดเป็นสาขา เช่น ร้านอาหาร เป็นต้น

การเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์นั้นวิธีการที่เร็วและง่ายที่สุดคือการทำ Mergers and Acquisitions (M&A) ด้วยการหาคู่ค้าท้องถิ่นที่มีความพร้อมด้านที่ดิน โรงงาน อาคาร หรือเครื่องจักร แต่การเข้าไปถือหุ้นเลยตอนนี้ยังทำไม่ได้ ฉะนั้น ต้องใช้วิธีตั้งบริษัทใหม่แล้วมาร่วมทุนด้วยกันแล้วก็ไปขอส่งเสริมการลงทุน และย้ายทรัพย์สินจากที่เดิมมายังบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ เป็นต้น

ภายหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตจาก MIC จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตทำการค้า (permit to trade) และการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในเมียนมาร์สามารถทำได้โดยการยื่นเรื่องที่สำนักงานจดทะเบียนบริษัท (Company Registrations Office: CRO) กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและวางแผนแห่งชาติ (Ministry of National Planning and Economic Development) โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ขอใบอนุญาตทำการค้า บริษัทจำกัดที่จะสามารถประกอบกิจการในเมียนมาร์ได้ ต้องได้รับใบอนุญาตทำการค้า (Permit to Trade) จากสำนักงานจดทะเบียนบริษัท (Company Registration Office: CRO) กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและวางแผนแห่งชาติ ก่อนที่จะสามารถยื่นจดทะเบียนบริษัท โดยจะต้องต่ออายุใบอนุญาตทุก 3 ปี
  2. การยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่ CRO เมื่อนักลงทุนได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจแล้วจะสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ที่ CRO
  3. CRO พิจารณาการสมัคร หลังจากที่ผู้ประกอบการยื่นเอกสารครบถ้วนแล้ว นายทะเบียน สำนักงานจดทะเบียนบริษัท กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและวางแผนแห่งชาติ จะเป็นผู้พิจารณาการสมัคร และดำเนินการจดทะเบียน
  4. CRO ออกใบสำคัญการจดทะเบียนให้แก่บริษัท เมื่อนายทะเบียนพิจารณาและดำเนินการจดทะเบียนแล้ว สำนักงานจดทะเบียนบริษัทจะออกใบสำคัญการจดทะเบียนให้แก่บริษัท โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์

โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา

๑. ภูมิหลัง

เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ ๑ ชั่วโมง เริ่มโครงการเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดยความร่วมมือของรัฐบาลญี่ปุ่นและเมียนมา ซึ่งสองฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของติละวา เช่น โรงไฟฟ้าพลังความร้อน การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซ ท่าเรือ และถนน

ส่วนแรกของโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา หรือโซน A เปิดทำการเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๘ มีพื้นที่ประมาณ ๔๐๐ เฮกตาร์ (ประมาณ ๒,๔๐๐ ไร่) และมีบริษัท Myanmar Japan Thilawa Development Limited (MJTD) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเมียนมากับญี่ปุ่น เป็นผู้บริหารการลงทุน โดยเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๘

ส่วนที่สองของโครงการฯ หรือโซน B (ซึ่งมีพื้นที่อยู่ติดกับโซน A) จะเริ่มก่อสร้างในปี ๒๕๖๐ ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ ๔ หมื่นล้านเยน โดยโซน B อาจได้รับการขยายพื้นที่จากเดิมที่ตั้งไว้ ๕๐๐ เฮกตาร์ (ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่) เป็น ๗๐๐ เฮกตาร์ (ประมาณ ๔,๒๐๐ ไร่)

สัดส่วนการถือหุ้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวามี ดังนี้

  • (๑) เมียนมาถือหุ้นร้อยละ ๕๑
    (รัฐบาลเมียนมาร้อยละ ๑๐ + กลุ่มบริษัท Myanmar Thilawa SEZ Holdings Public Limited ร้อยละ ๔๑)

  • (๒) ญี่ปุ่นถือหุ้นร้อยละ ๔๙
    (รัฐบาลญี่ปุ่นร้อยละ ๑๐ + กลุ่มบริษัทญี่ปุ่น ได้แก่ Sumitomo/ Marubeni/ Mitsubishi รวมทั้ง JICA ร้อยละ ๓๙)

๒. จุดเด่นของโครงการ

โดยที่กรุงย่างกุ้งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมียนมา และเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปเพียง ๑ ชั่วโมง ส่งผลให้นักลงทุนในติละวาได้รับประโยชน์จากระยะทางที่ใกล้เมือง รวมทั้งสิทธิพิเศษต่าง ๆ อาทิ ความสะดวกรวดเร็วในขั้นตอนการลงทุนและดำเนินการ สัมปทาน และการบริการพิเศษ นอกจากนี้ นักลงทุนที่ส่งออกร้อยละ ๗๕ ของการผลิตจะได้รั้บการยกเว้นภาษี ๗ ปี และนักลงทุนที่เน้นตลาดเมียนมาเป็นหลักจะได้รับการยกเว้นภาษี ๕ ปี และยังมีสิทธิเช่าที่ดินได้ ๕๐ ปี โดยสามารถขยายระยะเวลาเช่าไปอีก ๒๕ ปี ตลอดจนสิทธิในการลดภาษีสำหรับการฝึกอบรมบุคลากร และการทำงานวิจัย

เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวามีศักยภาพในการเป็น gateway สู่การลงทุนในภูมิภาคให้แก่ต่างประเทศ (โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น)

โครงการฯ จะสามารถสร้างงานให้แก่ชาวเมียนมาได้ถึง ๕ – ๖ หมื่นคน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ได้รับการเน้นย้ำเพื่อให้ติละวาเป็นต้นแบบของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ยั่งยืนและสร้างผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน (ขณะนี้ เมียนมามีแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก ๒ แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเมียนมา – ญี่ปุ่น – ไทย และเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิ้ว ซึ่งรัฐบาลเมียนมาได้ให้สมปทานก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิ้วแก่ ๖ บริษัท เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ประกอบด้วยบริษัทจีน ๕ แห่ง และบริษัทไทย ๑ แห่ง คือ CP)

คณะกรรมการบริหารจัดการเขต ศก. พิเศษติละวาจะพิจารณาข้อเสนอโครงการของนักลงทุนจากปัจจัยด้านคนงาน เงินลงทุน ปริมาณสินค้าที่จะส่งออก การนำเทคโนโลยีใหม่เข้าเมียนมา ชื่อเสียงของนักลงทุน ปริมาณน้ำและไฟฟ้าที่จะใช้

๓. สถานะปัจจุบัน

ขณะนี้ มีบริษัทจำนวน ๗๙ แห่งจาก ๑๗ ประเทศร่วมลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาแล้ว เช่น เมียนมา ไทย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จีน สิงคโปร์ เป็นต้น โดยมีบริษัทจากไทย ๑๒ บริษัท ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดถัดจากญี่ปุ่น (๓๙ บริษัท) โดยมีทั้งบริษัทที่ไทยถือหุ้นร้อยละ ๑๐๐ และบริษัท ร่วมทุนระหว่างไทยกับประเทศอื่น ได้แก่

  • (๑) Millcon Thiha GEL (อุปกรณ์ก่อสร้าง)
  • (๒) Standard Urai (สีและกล้อง)
  • (๓) Pacific-PSP Syntech Co. Ltd. (น้ำมันหล่อลื่น)
  • (๔) Fujitrans Logistics (Myanmar) Co. Ltd. (โลจิสติกส์)
  • (๕) A&N Foods (Myanmar) Co. Ltd. (อาหารทะเลแปรรูปแช่แข็ง)
  • (๖) Indorama Ventures Packaging (Myanmar) Ltd. (บรรจุภัณฑ์พลาสติก)
  • (๗) Unimit Engineering (Myanmar) Co. Ltd. (ชิ้นส่วนเครื่องจักร)
  • (๘) Myanmar Wacoal Co. Ltd. (ชุดชั้นในสตรี/สิ่งทอ)
  • (๙) Myanmar Ajinomoto Food Co. Ltd. (เครื่องปรุงอาหาร)
  • (๑๐) S.P. Petpack Inter Group (Myanmar) Co. Ltd. (สินค้าพลาสติก)
  • (๑๑) Kim Pai Printing and Packaging Co. Ltd. (สินค้ากระดาษ)
  • (๑๒) Sci Metal Tech (Myanmar) Co. Ltd. (สายส่ง) ส่วนบริษัทจากญี่ปุ่นมี เช่น Oji Holdings Corporation และ Seiji (Myanmar) Co. Ltd. เป็นต้น

พัฒนาการล่าสุด

  • (๑) การประชุมประสานงานเขต ศก. พิเศษติละวาครั้งที่ ๙ (the 9th Coordinating Meeting for Thilawa SEZ) ซึ่งเมียนมาและญี่ปุ่นเป็นประธานร่วม ได้จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ที่กรุงเนปิดอว์ โดยสองฝ่ายได้ลงนาม MoU เพื่อขับเคลื่อนส่วนที่สองของโครงการฯ (โซน B)

  • (๒) เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙ คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาได้เตรียมพื้นที่ ๘๐ เอเคอร์สำหรับเป็นที่พักอาศัย (residential area) ซึ่งรวมถึงโรงแรม หอพักคนงาน ห้างสรรพสินค้า และธนาคาร โดย ๙ เอเคอร์ได้จัดสรรให้เป็นอาคารที่พักอาศัยแบบคอนโดมิเนียม และจะใช้ระบบ ร่วมทุน (joint venture system) ในการสร้างอาคารดังกล่าว


แหล่งอ้างอิง:
  • ข้อมูลด้านการค้าการลงทุน. ที่มา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, คู่มือประกอบธุรกิจสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://toi.boi.go.th. [2 กรกฎาคม 2556]
  • โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา. ที่มา กระทรวงการต่างประเทศ [29 มกราคม 2560]